การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีก่อน

บนโลกนับตั้งแต่มีการกำเนิดขึ้นมานั้นมีช่วงระยะเวลาการสูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 5 ครั้ง โดยครั้งร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้น 2 ครั้งคือ ยุคเพอร์เมียนร์ ประมาณ 251 ล้านปีก่อนส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในทะเลกว่า 90 % และ สิ่งมีชีวิตบนบกกว่า 75 % สูญพันธุ์ไปจากโลก ยังไม่มีสันนิฐานแน่นอนว่าการสูญพันธุ์นี้เกิดจากอะไรกันแน่ และการสูญพันธุ์ที่มนุษย์รู้จักกันดีก็คือ การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งที่ 5 ของโลกแล้ว

มีข้อสันนิฐานมากมายและทฤษฎีกว่า 90 ทฤษฎีในการบ่งบอกถึงสาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ที่เกิดขึ้นบนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ว่าอะไรที่ทำให้สัตว์ขนาดใหญ่นั้นสูญพันธุ์และล่มตายครั้งใหญ่นี้ ทฤษฎีที่มีน้ำหนักที่สุดคือ วัตถุนอกโลกอย่าง อุกกาบาตหรือดาวหางขนาดใหญ่พุ่งชนโลก ข้อสันนิฐานนี้มีหลักฐานเชื่อว่ามันเป็นจริง เนื่องจากการค้นพบหลุมอุกกาบาตโบราณที่คาบสมุทรยูคาทัน บริเวณอ่าวเม็กซิโก ที่มีอายุใกล้เคียงกับช่วงนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เกิดจากอุกกาบาต หรือ ดาวหาง ความกว้าง 10 กิโลเมตร หรือขนาดเท่ากับภูเขามัวนาคี ในฮาวาย พุ่งชนโลกบริเวณดังกล่าวการชนนั้นทำให้เกิดสึนามิยักษ์ และฝุ่นผงจากการระเบิดซึ่งบดบังแสงอาทิตย์เป็นเวลาหลายปี แสงอาทิตย์นั้นทำให้พืชไม่สามารถงอกขึ้นมาได้ ไดโนเสาร์กินพืชไม่มีอาหารกินจึงล่มตายในที่สุด ขณะที่ไดโนเสาร์กินเนื้อไม่สามารถหาอาหารได้ก็ล่มตานตามไป

ข้อสันนิฐานอีกข้อหนึ่งระบุว่า เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ซึ่งในตอนนั้นเปลือกโลกรวมกันเป็นแผ่นเดียวกัน จนเมื่อการเคลื่อนตัวดังกล่าวก่อให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ภูเขาไฟหลายพันลูกระเบิดพร้อมกัน ทำให้เกิดน้ำท่วม ฝุ่นผงบังแสงอาทิตย์ ก็ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เช่นกัน

Arthropleura บรรพบุรุษกิ้งกือและตะขาบ

ย้อนกลับไปราวๆ ยุคของแมลงครองโลกเมื่อ 280 ล้านปีก่อน หรือในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส ซึ่งเป็นยุคที่มีแมลงครองโลกเป็นจำนวนมาก ด้วยปริมาณของออกซิเจนที่มากในขณะนั้นทำให้แมลงดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก บางชนิดใหญ่กว่ามนุษย์ถึง 2 เท่า อย่างเช่นแมลงปอยักษ์ที่สามารถใหญ่กว่ามนุษย์ถึง 4 เท่า รวมถึงแมลงชนิดอื่นๆ พืชพรรณที่ขึ้นอยู่มากในยุคนั้น

Arthropleura คือแมลงขนาดใหญ่ในยุคนั้นเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีความยาวถึง 2 เมตร ใหญ่กว่าคนประมาณ 2 เท่า มันอาศัยอยู่ในป่ารกและชื้นแฉะบริเวณเศษไม้กองไม้ Arthropleura เกิดก่อนจระเข้ซาร์โคซูคัสราว 200 ล้านปีก่อน เมื่ออาศัยอยู่ในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส ประมาณ 280 – 340 ล้านปีก่อน เป็นยุคที่แมลงครองโลกและมีขนาดใหญ่มาก Arthropleura เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีลักษณะลำตัวยาวเป็นปล้องและมีขาจำนวนมาก สันิฐานว่ามีจำนวนเกือบ 200 – 400 ขาเลยทีเดียว มันเป็นญาติของสายพันธุ์กิ้งกือและตะขาบในปัจจุบัน มันจึงเป็นตะขาบยักษ์ในโลกดึกดำบรรพ์ในสมัยนั้น บ้างก็ว่ามันคือกิ้งกือยักษ์ ซึ่งไม่แปลกเพราะมันคือสายพันธุ์เดียวกันนั่นเอง

Arthropleura ถูกพบฟอสซิลครั้งแรกในสก๊อตแลนด์ ต่อมามีการค้นพบอีกครั้งที่อเมริกา นักวิทยาศาสตร์จำลองลักษณะของมันตามที่ออกแบบของฟอสซิลและจำลองภาพกราฟฟิกขึ้นมาว่าเจ้าสัตว์ชนิดนี้มีลักษณะอย่างไร นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสัตว์ชนิดนี้หากินโดย กินซากพืช และซากสัตว์ บริเวณที่อยู่ของมันโดยมันจะไม่ออกหากินไกลนักและซ่อนตัวอยู่ใต้โพรงต้นไม้และโพรงดินที่ชื้นแฉะ เชื่อกันว่า Arthropleura สูญพันธุ์ไปแล้วในยุคของการล่มตายครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 251 ล้านปีก่อน

ซาร์โคซูคัส จระเข้ยักษ์

จระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีมานานนับล้านๆปีแล้ว โดยตัวของจระเข้นั้นดูไม่แตกต่างจากบรรพบุรุษของมันมากนัก จระเข้จึงเปรียบเสมือนกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังอาศัยอยู่บนโลกในปัจจุบัน ซึ่งหากเอ๋ยถึงจระเข้ในอดีตนั้น มีสายพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ชื่อว่า “ซาร์โคซูคัส”

ซาร์โคซูคัส (Sarcasuchus) จัดเป็นจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่สายพันธุ์จระเข้ทั้งหมด มันอาศัยอยู่ในยุคครีเทเซียส ราว 112 ล้านปีก่อน ซาร์โคซูคัส จัดเป็นจระเข้น้ำจืดขนาดใหญ่มากในยุคนั้น มันสามารถเขมือบไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ได้สบาย ด้วยความยาวกว่า 12 เมตรและหนักมากถึง 10 ตัน ซาร์โคซูคัส มีลักษณะไม่เหมือนจระเข้ในปัจจุบันคือ บริเวณปากที่เรียวยาวและแคบเหมือนตะโขง มีจมูกที่ใหญ่ไว้สำหรับหายใจ แต่ส่วนลำตัวและหางเหมือนกับจระเข้ในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับจระเข้ขนาดใหญ่อย่างจระเข้น้ำเค็มแล้ว ซาร์โคซูคัส มีขนาดใหญ่กว่าถึง 5 เท่า

นักวิทยาศาสตร์สันนิฐานว่า ซาร์โคซูคัส อาศัยอยู่บริเวณแอฟริกา และอเมริกา จากการขุดค้นพบฟอสซิลครั้งแรกในปี 1946 ที่ทะเลทรายซาฮาร่า ทำให้คาดว่าเมื่อล้านปีก่อนนั้นบริเวณนั้นน่าจะเป็นทะเลสาบใหญ่มาก่อน ซาร์โคซูคัสได้สูญพันธุ์ไปจากโลกแล้วซึ่งคาดว่าสูญพันธุ์ไปพร้อมกับไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน โดยสายพันธุ์ของมันในปัจจุบันนั้นคงจะเป็น ตะโขง หรือ จระเข้ปากทุงเหว แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก แม้ว่าส่วนใหญ่นั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่สายพันธุ์จระเข้บางชนิดกลับอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน หากนึกสภาพว่าเจ้า ซาร์โคซูคัส ยังอยู่ล่ะก็ มันคงเขมือบเรือลำเล็กได้ทั้งลำเลยทีเดียว

ยุคเริ่มต้นของมนุษย์

ในยุคดึกดำบรรพ์หลังจากที่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง ต่อมาก็เป็นจุดแรกเริ่มของยุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและยุคน้ำแข็งซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีวิวัฒนการของมนุษย์ในยุคต้นๆ เรามาชมกันเลยว่าหลังจากยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วมียุคใดเกิดขึ้นบ้าง และมนุษย์เริ่มเข้ามาในยุคใด

จากเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของยุคไดโนเสาร์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายยุค ครีเตเซียส จากการสันนิฐานต่างๆนาๆของนักวิทยาศาสตร์ว่าเกิดจากสาเหตุใด โดยส่วนใหญ่แล้วสันนิฐานว่าเกิดจาก เหตุการณ์อุกกาบาตหรือดาวหางขนาดความกว้าง 10 กิโลเมตรพุ่งชนโลกในบริเวณคาบสมุทรยูคาทันใกล้กับอ่าวเม็กซิโก จากหลักฐานชี้ว่ามีหลุมอุกกาบาตอยู่บริเวณนั้นและมีอายุใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่นี้

หลังจากยุคไดโนเสาร์นั้นก็จะเป็นยุคที่เรียกว่า เทอเชียรี ในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกอินเดียเคลื่อนตัวเข้าหาแผ่นเปลือกโลกเอเชียทำให้เกิดเทือกเขาหิมาลัยขึ้น ในยุคนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงพาลีโอจีน และ นีโอจีน ในช่วงพาลีโอจีนจะประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลาวาฬ รวมถึง สัตว์กินพืชและกินเนื้อขนาดเล็ก และยุคนีโอจีน เป็นช่วงของสัตว์สองขาจำพวกลิงและสัตว์บรรพบุรุษของสัตว์ยุคปัจจุบันรวมถึงมนุษย์ด้วย

ต่อมาในยุคควอเทอนารี ซึ่งเป็นยุคที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งทางตอนเหนือของอเมริกาและยุโรปมีน้ำแข็งปกคลุมเป็นจำนวนมาก มีสัตว์ต่างๆเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะสัตว์มีขนจำพวก ช้างแมมมอท เสือเขี้ยวดาบ หมีถ้ำ ในยุคนี้บรรพบุรุษของมนุษย์เกิดที่นี้ราวๆ2 แสนปีที่ผ่านมาและพัฒนาจนเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน

โลกในยุคต่างๆ ก่อนจะเป็นยุคของมนุษย์ ตอนที่ 2

ในบทความที่แล้ว เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตมากมายบนโลก ซึ่งยังมีอีกหลายยุคที่เราจะได้ศึกษากัน

– ยุคคาร์บอนิเฟอรัส เกิดขึ้นในช่วง 354-295 ล้านปีก่อน ในยุคนี้เป็นยุคที่มีออกซิเจนในอากาศเป็นจำนวนมากและมีการเกิดของป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยเฟิร์นดึกดำบรรพ์มากมายและต้นสน รวมถึงเป็นยุคที่แพร่หลายของแมลงขนาดใหญ่รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานเป็นจำนวนมาก เช่น แมลงปอยักษ์ งู จระเข้

– ยุคเพอร์เมียน เป็นยุคสุดท้ายของยุคพาเลโอโซอิก อยู่ในช่วงระหว่าง 295-248 ล้านปีก่อน ในยุคนี้เป็นยุคมีสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงทะเลที่มีแนวปะการังและไบโอซัวร์จำนวนมาก ซึ่งยุคนี้เป็นยุคสุดท้ายก่อนจะเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้สัตว์ทะเลและสัตว์บกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์สูญพันธุ์ไปจากโลก นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่แห่งยุคเพอร์เมียน

– ยุคไทรแอสสิก เป็นช่วงยุคแรกเริ่มของมหายุคเมโสโซอิก เกิดขึ้นราวๆ 248-205 ล้านปีก่อน มีสัตว์พวกใหม่ๆ  สัตว์เลื้อยคลานที่มีลักษณะคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และพืชที่ยังไม่อดุมสมบูรณ์ เช่น สน และเฟิร์น

– ยุคจูแรสสิก เป็นยุคที่มีสัตว์ขนาดใหญ่หรือไดโนเสาร์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วง 204-144 ล้านปีก่อน ในยุคนี้ประกอบด้วยสัตว์ปีก สัตว์กินเนื้อและกินพืชจำนวนมาก

– ยุคเครเทเชียส เป็นสุดท้ายของยุคแห่งไดโนเสาร์ในช่วง 144-65 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ ได้แก่ งู นก และพืชมีดอก ไดโนเสาร์วิวัฒนาการให้มีนอ ครีบหลัง และผิวหนังหนาสำหรับป้องกันตัว ยุคนี้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทำให้สัตว์กว่า 70 เปอร์เซ็นต์สูญพันธุ์ไปจากโลก