คิงคองในโลกดึกดำบรรพ์

วิวัฒนาการของกอลิล่ามีมายาวนานพอๆกับมนุษย์เราและเรื่องราวของมันก็เป็นตำนานลิงยักษ์จากบรรพกาล ลิงไร้หางที่สูญพันธุ์ไปแล้ว วานรยักษ์เหล่านี้ปรากฏขึ้นบนโลกตั้งแต่เมื่อเก้าล้านปีก่อนจนถึงเมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้วพวกมันเคยอาศัยอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันคือ จีน เวียตนาม อินเดีย วานรเหล่านี้จัดเป็นลิงไร้หางที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาในโลก โดยชนิดที่ใหญ่ที่สุดอาจสูงขณะยืนสองขาถึงสามเมตรและหนักเกือบ 600 กิโลกรัม  ฟอสซิลของวานรเหล่านี้ถูกพบครั้งแรกในปี ค.ศ. 1953 โดยราล์ฟ ฟอน โคนิกสวาด์ล ที่ร้านขายยาจีนแผนโบราณ โดยชิ้นส่วนที่พบคือฟันและกระดูกบางส่วน ซึ่งถูกเชื่อว่าเป็นกระดูกมังกรและถูกบดเป็นผงเพื่อใช้ผสมเครื่องยา โคนิกสวาด์ลได้ตั้งชื่อฟอสซิลที่พบนี้ว่า ไจแกนโธพิธิคัส  นับจากนั้นก็มีการค้นพบฟอสซิลของวานรดึกดำบรรพ์พวกนี้อีกหลายชิ้น ซึ่งนอกจากชิ้นส่วนที่พบในร้านขายยาจีนแล้ว ยังมีฟอสซิลที่ถูกพบในถ้ำหลิวเฉิง เมืองหลิวโจว ประเทศจีน รวมทั้งที่พบในเวียตนามและอินเดีย  ในปี ค.ศ.1955 ได้มีการค้นพบฟอสซิลฟันของไจแกนโธพิธิคัส แบล๊คกิ ซึ่งเป็นชนิดที่ใหญ่ที่สุดของลิงไร้หางกลุ่มนี้ ฟอสซิลดังกล่าวถูกพบที่ร้านขายยาในประเทศจีน นอกจากนี้ยังได้พบฟอสซิลฟันเพิ่มเติมจาก มณฑลเหอเป่ย กว่างซี และ ซื่อฉวน (เสฉวน) โดยฟอสซิลเหล่านี้ถูกพบตามโกดังสินค้าและร้านขายยามากพอ ๆ กับที่ขุดพบจากถ้ำ ซึ่งฟอสซิลเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในยุคเดียวกัน โดยฟอสซิลจากเหอเป่ยนั้นมีอายุน้อยกว่าจากที่อื่นๆในจีน ทั้งยังมีขนาดใหญ่กว่าด้วย

ซาร์โคซูคัส จระเข้ยักษ์

จระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีมานานนับล้านๆปีแล้ว โดยตัวของจระเข้นั้นดูไม่แตกต่างจากบรรพบุรุษของมันมากนัก จระเข้จึงเปรียบเสมือนกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังอาศัยอยู่บนโลกในปัจจุบัน ซึ่งหากเอ๋ยถึงจระเข้ในอดีตนั้น มีสายพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ชื่อว่า “ซาร์โคซูคัส”

ซาร์โคซูคัส (Sarcasuchus) จัดเป็นจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่สายพันธุ์จระเข้ทั้งหมด มันอาศัยอยู่ในยุคครีเทเซียส ราว 112 ล้านปีก่อน ซาร์โคซูคัส จัดเป็นจระเข้น้ำจืดขนาดใหญ่มากในยุคนั้น มันสามารถเขมือบไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ได้สบาย ด้วยความยาวกว่า 12 เมตรและหนักมากถึง 10 ตัน ซาร์โคซูคัส มีลักษณะไม่เหมือนจระเข้ในปัจจุบันคือ บริเวณปากที่เรียวยาวและแคบเหมือนตะโขง มีจมูกที่ใหญ่ไว้สำหรับหายใจ แต่ส่วนลำตัวและหางเหมือนกับจระเข้ในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับจระเข้ขนาดใหญ่อย่างจระเข้น้ำเค็มแล้ว ซาร์โคซูคัส มีขนาดใหญ่กว่าถึง 5 เท่า

นักวิทยาศาสตร์สันนิฐานว่า ซาร์โคซูคัส อาศัยอยู่บริเวณแอฟริกา และอเมริกา จากการขุดค้นพบฟอสซิลครั้งแรกในปี 1946 ที่ทะเลทรายซาฮาร่า ทำให้คาดว่าเมื่อล้านปีก่อนนั้นบริเวณนั้นน่าจะเป็นทะเลสาบใหญ่มาก่อน ซาร์โคซูคัสได้สูญพันธุ์ไปจากโลกแล้วซึ่งคาดว่าสูญพันธุ์ไปพร้อมกับไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน โดยสายพันธุ์ของมันในปัจจุบันนั้นคงจะเป็น ตะโขง หรือ จระเข้ปากทุงเหว แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก แม้ว่าส่วนใหญ่นั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่สายพันธุ์จระเข้บางชนิดกลับอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน หากนึกสภาพว่าเจ้า ซาร์โคซูคัส ยังอยู่ล่ะก็ มันคงเขมือบเรือลำเล็กได้ทั้งลำเลยทีเดียว

ยุคเริ่มต้นของมนุษย์

ในยุคดึกดำบรรพ์หลังจากที่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง ต่อมาก็เป็นจุดแรกเริ่มของยุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและยุคน้ำแข็งซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีวิวัฒนการของมนุษย์ในยุคต้นๆ เรามาชมกันเลยว่าหลังจากยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วมียุคใดเกิดขึ้นบ้าง และมนุษย์เริ่มเข้ามาในยุคใด

จากเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของยุคไดโนเสาร์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายยุค ครีเตเซียส จากการสันนิฐานต่างๆนาๆของนักวิทยาศาสตร์ว่าเกิดจากสาเหตุใด โดยส่วนใหญ่แล้วสันนิฐานว่าเกิดจาก เหตุการณ์อุกกาบาตหรือดาวหางขนาดความกว้าง 10 กิโลเมตรพุ่งชนโลกในบริเวณคาบสมุทรยูคาทันใกล้กับอ่าวเม็กซิโก จากหลักฐานชี้ว่ามีหลุมอุกกาบาตอยู่บริเวณนั้นและมีอายุใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่นี้

หลังจากยุคไดโนเสาร์นั้นก็จะเป็นยุคที่เรียกว่า เทอเชียรี ในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกอินเดียเคลื่อนตัวเข้าหาแผ่นเปลือกโลกเอเชียทำให้เกิดเทือกเขาหิมาลัยขึ้น ในยุคนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงพาลีโอจีน และ นีโอจีน ในช่วงพาลีโอจีนจะประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลาวาฬ รวมถึง สัตว์กินพืชและกินเนื้อขนาดเล็ก และยุคนีโอจีน เป็นช่วงของสัตว์สองขาจำพวกลิงและสัตว์บรรพบุรุษของสัตว์ยุคปัจจุบันรวมถึงมนุษย์ด้วย

ต่อมาในยุคควอเทอนารี ซึ่งเป็นยุคที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งทางตอนเหนือของอเมริกาและยุโรปมีน้ำแข็งปกคลุมเป็นจำนวนมาก มีสัตว์ต่างๆเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะสัตว์มีขนจำพวก ช้างแมมมอท เสือเขี้ยวดาบ หมีถ้ำ ในยุคนี้บรรพบุรุษของมนุษย์เกิดที่นี้ราวๆ2 แสนปีที่ผ่านมาและพัฒนาจนเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน

โลกในยุคต่างๆ ก่อนจะเป็นยุคของมนุษย์ ตอนที่ 1

ตั้งแต่ช่วงกำเนิดโลก มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นอย่างมากซึ่งในช่วงเริ่มต้นตั้งแต่ยุคโลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีแต่หินและลาวาจนเย็นตัวลงกำเนิดแม่น้ำและทะเลจนกระทั้งสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนโลก ซึ่งโลกยุคต่างๆนั้นมีการเกิดขึ้นมากมายดังนี้

– ยุคพรีแคมเบียน เป็นช่วงที่โลกถือกำเนิดขึ้นในช่วงนั้นโลกยังไม่มีออกซิเจน ในช่วง 545 ล้านปีก่อน ยุคนั้นมีสิ่งมีชีวิตจำพวก แบคทีเรีย แพลงตอน ต่างๆ ซึ่งมีการค้นพบฟอสซิลแบคทีเรียในก้อนหินอายุกว่า 3.8 พันล้านปี

– ยุคแคมเบรียน เกิดขึ้นหลังจากยุค พรีแคมเบียน ในช่วง 545-490 ล้านปีก่อน โดยในยุคนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่เป็นแผ่นเดียวเรียกว่า แพนเจีย แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตบนแผ่นดิน ซึ่งเป็นยุคเริ่มที่มีออกซิเจนในอากาศ สิ่งมีชีวิตจำพวกหอยทากทะเล สาหร่ายทะเล

– ยุคออร์โดวิเชียน เกิดในช่วง 490 – 443 ล้านปีก่อน เกิดมีปะการังใต้น้ำ ปลาหมึก ไบรโอซัวและสัตว์ทะเลแพร่หลายอย่างมาก ซึ่งในช่วงนี้เกิดสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกปลามีขา และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังเป็นครั้งแรก

– ยุคไซลูเรียน เกิดขึ้นในช่วง 443-417 ล้านปีก่อน ในยุคนี้เกิดสิ่งมีชีวิตจำพวกปลาที่มีขากรรไกร และสัตว์ทะเลน้ำลึกซึ่งเกิดจากเคมีที่มาจากภูเขาไฟใต้ทะเลลึก รวมถึงพืชบนบกที่มีการขยายพันธุ์อย่างมาก

– ยุคดีโวเนียน เป็นยุคที่มีปริมาณออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ในยุคนี้มีการกำเนิดสัตว์จำพวก ปลามีเหงือก ปลามีกระดอง และปลาฉลามดึกดำบรรพ์ ส่วนบนบกเริ่มมีการเกิดแมลงต่างๆรวมถึงพืชดึกดำบรรพ์มากมาย ในช่วง 417-354 ล้านปีก่อน ในยุคนี้มีการค้นพบฟอสซิลสัตว์ทะเลจำนวนมากในแถบ อเมริกาเหนือ กรีนแลนด์และยุโรป

ส่องโลกยุคแรกเริ่มจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิต

โลกถือกำเนิดมานานกว่า 4,500 ล้านปีแล้ว โดยเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงกำเนิดดวงดาวต่างๆ ซึ่งโลกในยุคแรกเริ่มนั้นยังมีลักษณะเป็นดาวที่มีแต่ก๊าซและการระเบิดของภูเขาไฟมากมาย ต่อมาโลกเริ่มเย็นตัวลงและเริ่มเกิดฝนตกลงมาครั้งใหญ่ ซึ่งฝนตกนี้ทำให้เกิดแม่น้ำและมหาสมุทรต่างๆในปัจจุบัน ต่อมาเริ่มมีการเกิดสิ่งมีชีวิตเล็กๆ โดยสิ่งมีชีวิตนั้นยังไม่สามารถหาคำตอบได้แน่ชัดว่า สิ่งมีชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพวกนี้เกิดขึ้นในทะเล

โดยยุคแรกนั้น แผ่นดินนั้นยังเกิดขึ้นน้อยและมีทะเลกว้างใหญ่มากจากการค้นพบว่าช่วง 545 ล้านปีที่ผ่านมานี้โลกเริ่มมีสิ่งมีชีวิตจำพวก แพลงตอน และแบคทีเรีย ซึ่งบนแผ่นดินนั้นยังไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเนื่องจากบรรยากาศยังเป็นสภาพที่ไม่มีออกซิเจนและยังเป็นพิษอยู่ ต่อมาพวกสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเหล่านี้มีการคายออกซิเจนออกมาและเกิดพืชต่างๆเกิดขึ้นบนแผ่นดิน ในยุคนั้นเรียกว่า พรีแคมเบียน ในยุคนี้มีการค้นพบหินตะกอนซึ่งเป็นฟอสซิลของแบคทีเรียโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 3,800 ล้านปี ซึ่งเป็นฟอสซิลที่ดึกดำบรรพ์ที่สุดในโลกในการค้นพบนี้ โดยการค้นพบนี้คาดว่าออกซิเจนอาจเกิดขึ้นจากเหล่าแบคทีเรียเหล่านี้ และถือกำเนิดพืชชั้นต่ำต่างๆบนแผ่นดิน

ต่อมาโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งถือกำเนิดแผ่นดินขนาดใหญ่ขึ้นแผ่นดินนี้เรียกว่า แพนเจีย เป็นทวีปเดียวที่กว้างใหญ่มากและก็ยังไม่มีสิ่งชีวิตบนพื้นดิน จากแบคทีเรียวิวัฒนาการมาเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวก สัตว์มีกระดอง หอย ฟองน้ำทะเล ที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และมีการเกิดพืชจำพวกสาหร่ายทะเล สาหร่ายสีเขียว เป็นต้น ในขณะที่บนแผ่นดินยังว่างเปล่าไม่มีสิ่งมีชีวิต