Featured

ย้อนกลับไปยุคแห่งการล้มตายครั้งใหญ่ที่สุด

ย้อนกลับไปยุคแห่งการล้มตายครั้งใหญ่ที่สุด โดยทีมงาน sbo เราคงเคยได้ยินถึงยุคสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ซึ่งส่วนมากเราจะนึกถึงการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน แต่ก่อนหน้านี้มียุคของการสูญพันธุ์ก่อนหน้านี้ซึ่งถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของยุคต่างๆ แต่ก็มีเหตุการณ์หนึ่งที่ถือว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่และรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงปลายยุคเพอร์เมียน ราว 251 ล้านปีก่อน ซึ่งโลกเคยเกิดเหตุการณ์สูญพันธุ์มาแล้วถึง 5 ครั้ง แต่ครั้งนี้รุนแรงที่สุด

ซึ่งในเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้สิ่งมีชีวิตในทะเลกว่า 95 เปอร์เซ็นต์และสิ่งมีสิ่งชีวิตบนบกกว่า 70 เปอร์เซ็นต์สูญพันธุ์ไปจากโลก ซึ่งมีการถกเถียงกันมากว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากอะไรกันแน่ หลักฐานส่วนใหญ่บ่งชี้ว่าอาจเกิดจาก การพุ่งชนของดาวเคราะห์น้อยหรือดาวหางขนาดใหญ่กว่า ดวงที่ชนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน จากหลักฐานที่ค้นพบหลุมอุกกาบาตบริเวณชายฝั่งตะวันตกเฉียงเหนือของบริเวณที่เป็นทวีปออสเตรเลียในปัจจุบัน มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 195 กิโลเมตรซึ่งมีการพบตะก้อนและชิ้นส่วนอุกกาบาตที่มีอายุตรงกับช่วงยุคเพอร์เมียน

หรืออีกหลักฐานหนึ่งเชื่อว่า เกิดจากการเคลื่อนตัวครั้งใหญ่ของเปลือกโลกซึ่งในช่วงนั้นทวีปแผ่นหมดรวมเป็นแผ่นเดียวกัน สันนิฐานว่าเกิดการระเบิดการภูเขาไฟขนาดใหญ่ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการเคลื่อนตัวของเปลือกตัวโลกครั้งใหญ่จนทำลายปริมาณออกซิเจนในน้ำอาจเป็นเหตุให้สิ่งมีชีวิตสูญพันธุ์และผลพวงจากเถ้าภูเขาไฟทำให้สัตว์บนขาดออกซิเจนและตายในที่สุด ซึ่งหากเป็นทฤษฎีนี้นับว่าเป็นเหตุการณ์ภูเขาไฟระเบิดครั้งรุนแรงยิ่งกว่า เยลโล่สโตนและโทบาระเบิดหลายเท่าถึงสามารถให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งร้ายแรงครั้งนี้

 

 

ยุคน้ำแข็ง

หลังจากเหตุการณ์การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์จนหมดสิ้น เหลือเพียงซากดึกดำบรรพ์ให้มนุษย์ให้ศึกษา หลังจากการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปหลายด้าน ทั้งภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมต่างๆ ฝุ่นผงของการชนของอุกกาบาตหรือดาวหางนั้นทำให้โลกเย็นตัวลง และโลกเริ่มเข้าสู่ยุคของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมซึ่งรอดมาได้ และความเย็นตัวดังกล่าวนั้นทำให้โลกเข้าสู่ยุคน้ำแข็งในที่สุด ก่อกำเนิดสัตว์สายพันธุ์ใหม่ที่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงมนุษย์ด้วย

ยุคน้ำแข็งถือกำเนิดขึ้นประมาณ 1.8 ล้านปีก่อน ซึ่งมีน้ำแข็งปกคลุมบริเวณขั้วโลกเหนือปกคลุมบริเวณทางตอนเหนือของอเมริกา ยุโรป รัสเซีย เกือบทั้งหมด ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 10 – 15 % ของโลกในตอนนั้น ยุคน้ำแข็งเกิดจากการลดลงของอุณหภูมิโลกอย่างรวดเร็วและยาวนานครั้งหนึ่ง หรือ เรียกว่า ภาวะโลกเย็น ในครั้งนั้นนับว่าเป็นการลดลงของสภาวะอากาศอย่างฉับพลัน สันนิฐานว่ายุคน้ำแข็งสิ้นสุดลงเกิดจากการระเบิดครั้งใหญ่ของภูเขาไฟ เช่น เยลโล่สโตน ก่อเกิดความร้อยและเมฆปกคลุมพื้นที่ของโลก น้ำแข็งและหิมะดังกล่าวละลายหายไปจนเข้าสู่ยุคอบอุ่นในที่สุด สิ่งที่หลงเหลือให้เห็นคือ ธารน้ำแข็งอัลไพน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่มีอายุในช่วงยุคน้ำแข็ง

ในยุคนี้มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเกิดขึ้นมากมาย เช่น ช้างแมมมอธ เป็นช้างที่มีขนาดใหญ่งายาว มีขนปกคลุมทั้งตัว มีชีวิตอยู่ในช่วง 4.8 ล้านปี – 10,000 ปีก่อน, เสือเขี้ยวดาบ เป็นสัตว์ตระกูลเสืออาศัยในช่วงยุคน้ำแข็งราวๆ 1.5 ล้านปี – 10,000 ปีก่อน มีลักษณะลำตัวมีขนหนาและมีเขี้ยวบนยาวกว่า 4 นิ้ว 1 คู่ และมักล่าเหยื่อเป็นฝูง

การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่เมื่อ 65 ล้านปีก่อน

บนโลกนับตั้งแต่มีการกำเนิดขึ้นมานั้นมีช่วงระยะเวลาการสูญพันธุ์ไปแล้วกว่า 5 ครั้ง โดยครั้งร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้น 2 ครั้งคือ ยุคเพอร์เมียนร์ ประมาณ 251 ล้านปีก่อนส่งผลให้สิ่งมีชีวิตในทะเลกว่า 90 % และ สิ่งมีชีวิตบนบกกว่า 75 % สูญพันธุ์ไปจากโลก ยังไม่มีสันนิฐานแน่นอนว่าการสูญพันธุ์นี้เกิดจากอะไรกันแน่ และการสูญพันธุ์ที่มนุษย์รู้จักกันดีก็คือ การสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการสูญพันธุ์ครั้งที่ 5 ของโลกแล้ว

มีข้อสันนิฐานมากมายและทฤษฎีกว่า 90 ทฤษฎีในการบ่งบอกถึงสาเหตุการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ที่เกิดขึ้นบนโลกเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ว่าอะไรที่ทำให้สัตว์ขนาดใหญ่นั้นสูญพันธุ์และล่มตายครั้งใหญ่นี้ ทฤษฎีที่มีน้ำหนักที่สุดคือ วัตถุนอกโลกอย่าง อุกกาบาตหรือดาวหางขนาดใหญ่พุ่งชนโลก ข้อสันนิฐานนี้มีหลักฐานเชื่อว่ามันเป็นจริง เนื่องจากการค้นพบหลุมอุกกาบาตโบราณที่คาบสมุทรยูคาทัน บริเวณอ่าวเม็กซิโก ที่มีอายุใกล้เคียงกับช่วงนั้น นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า เกิดจากอุกกาบาต หรือ ดาวหาง ความกว้าง 10 กิโลเมตร หรือขนาดเท่ากับภูเขามัวนาคี ในฮาวาย พุ่งชนโลกบริเวณดังกล่าวการชนนั้นทำให้เกิดสึนามิยักษ์ และฝุ่นผงจากการระเบิดซึ่งบดบังแสงอาทิตย์เป็นเวลาหลายปี แสงอาทิตย์นั้นทำให้พืชไม่สามารถงอกขึ้นมาได้ ไดโนเสาร์กินพืชไม่มีอาหารกินจึงล่มตายในที่สุด ขณะที่ไดโนเสาร์กินเนื้อไม่สามารถหาอาหารได้ก็ล่มตานตามไป

ข้อสันนิฐานอีกข้อหนึ่งระบุว่า เกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก ซึ่งในตอนนั้นเปลือกโลกรวมกันเป็นแผ่นเดียวกัน จนเมื่อการเคลื่อนตัวดังกล่าวก่อให้เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง ภูเขาไฟหลายพันลูกระเบิดพร้อมกัน ทำให้เกิดน้ำท่วม ฝุ่นผงบังแสงอาทิตย์ ก็ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์เช่นกัน

Arthropleura บรรพบุรุษกิ้งกือและตะขาบ

ย้อนกลับไปราวๆ ยุคของแมลงครองโลกเมื่อ 280 ล้านปีก่อน หรือในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส ซึ่งเป็นยุคที่มีแมลงครองโลกเป็นจำนวนมาก ด้วยปริมาณของออกซิเจนที่มากในขณะนั้นทำให้แมลงดังกล่าวมีขนาดใหญ่มาก บางชนิดใหญ่กว่ามนุษย์ถึง 2 เท่า อย่างเช่นแมลงปอยักษ์ที่สามารถใหญ่กว่ามนุษย์ถึง 4 เท่า รวมถึงแมลงชนิดอื่นๆ พืชพรรณที่ขึ้นอยู่มากในยุคนั้น

Arthropleura คือแมลงขนาดใหญ่ในยุคนั้นเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีความยาวถึง 2 เมตร ใหญ่กว่าคนประมาณ 2 เท่า มันอาศัยอยู่ในป่ารกและชื้นแฉะบริเวณเศษไม้กองไม้ Arthropleura เกิดก่อนจระเข้ซาร์โคซูคัสราว 200 ล้านปีก่อน เมื่ออาศัยอยู่ในยุคคาร์บอนนิเฟอร์รัส ประมาณ 280 – 340 ล้านปีก่อน เป็นยุคที่แมลงครองโลกและมีขนาดใหญ่มาก Arthropleura เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีลักษณะลำตัวยาวเป็นปล้องและมีขาจำนวนมาก สันิฐานว่ามีจำนวนเกือบ 200 – 400 ขาเลยทีเดียว มันเป็นญาติของสายพันธุ์กิ้งกือและตะขาบในปัจจุบัน มันจึงเป็นตะขาบยักษ์ในโลกดึกดำบรรพ์ในสมัยนั้น บ้างก็ว่ามันคือกิ้งกือยักษ์ ซึ่งไม่แปลกเพราะมันคือสายพันธุ์เดียวกันนั่นเอง

Arthropleura ถูกพบฟอสซิลครั้งแรกในสก๊อตแลนด์ ต่อมามีการค้นพบอีกครั้งที่อเมริกา นักวิทยาศาสตร์จำลองลักษณะของมันตามที่ออกแบบของฟอสซิลและจำลองภาพกราฟฟิกขึ้นมาว่าเจ้าสัตว์ชนิดนี้มีลักษณะอย่างไร นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าสัตว์ชนิดนี้หากินโดย กินซากพืช และซากสัตว์ บริเวณที่อยู่ของมันโดยมันจะไม่ออกหากินไกลนักและซ่อนตัวอยู่ใต้โพรงต้นไม้และโพรงดินที่ชื้นแฉะ เชื่อกันว่า Arthropleura สูญพันธุ์ไปแล้วในยุคของการล่มตายครั้งใหญ่เมื่อประมาณ 251 ล้านปีก่อน

ซาร์โคซูคัส จระเข้ยักษ์

จระเข้เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีมานานนับล้านๆปีแล้ว โดยตัวของจระเข้นั้นดูไม่แตกต่างจากบรรพบุรุษของมันมากนัก จระเข้จึงเปรียบเสมือนกับสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังอาศัยอยู่บนโลกในปัจจุบัน ซึ่งหากเอ๋ยถึงจระเข้ในอดีตนั้น มีสายพันธุ์หนึ่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ชื่อว่า “ซาร์โคซูคัส”

ซาร์โคซูคัส (Sarcasuchus) จัดเป็นจระเข้ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในหมู่สายพันธุ์จระเข้ทั้งหมด มันอาศัยอยู่ในยุคครีเทเซียส ราว 112 ล้านปีก่อน ซาร์โคซูคัส จัดเป็นจระเข้น้ำจืดขนาดใหญ่มากในยุคนั้น มันสามารถเขมือบไดโนเสาร์ขนาดใหญ่ได้สบาย ด้วยความยาวกว่า 12 เมตรและหนักมากถึง 10 ตัน ซาร์โคซูคัส มีลักษณะไม่เหมือนจระเข้ในปัจจุบันคือ บริเวณปากที่เรียวยาวและแคบเหมือนตะโขง มีจมูกที่ใหญ่ไว้สำหรับหายใจ แต่ส่วนลำตัวและหางเหมือนกับจระเข้ในปัจจุบัน เมื่อเปรียบเทียบกับจระเข้ขนาดใหญ่อย่างจระเข้น้ำเค็มแล้ว ซาร์โคซูคัส มีขนาดใหญ่กว่าถึง 5 เท่า

นักวิทยาศาสตร์สันนิฐานว่า ซาร์โคซูคัส อาศัยอยู่บริเวณแอฟริกา และอเมริกา จากการขุดค้นพบฟอสซิลครั้งแรกในปี 1946 ที่ทะเลทรายซาฮาร่า ทำให้คาดว่าเมื่อล้านปีก่อนนั้นบริเวณนั้นน่าจะเป็นทะเลสาบใหญ่มาก่อน ซาร์โคซูคัสได้สูญพันธุ์ไปจากโลกแล้วซึ่งคาดว่าสูญพันธุ์ไปพร้อมกับไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน โดยสายพันธุ์ของมันในปัจจุบันนั้นคงจะเป็น ตะโขง หรือ จระเข้ปากทุงเหว แต่มีขนาดเล็กกว่ามาก แม้ว่าส่วนใหญ่นั้นได้สูญพันธุ์ไปแล้ว แต่สายพันธุ์จระเข้บางชนิดกลับอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน หากนึกสภาพว่าเจ้า ซาร์โคซูคัส ยังอยู่ล่ะก็ มันคงเขมือบเรือลำเล็กได้ทั้งลำเลยทีเดียว

ค้นพบทวีปโบราณใต้มหาสมุทร

นับว่าเป็นข่าวใหญ่สำหรับนักวิทยาศาสตร์จากการค้นพบสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรพ์ เนื่องจากว่าได้มีการค้นพบทวีปโบราณซึ่งในอดีตเคยเป็นแผ่นดินโดยทวีปแห่งนี้จมอยู่ใต้มหาสมุทรอินเดีย นับว่าเป็นที่ฮือฮาต่อวงการวิทยาศาสตร์อย่างมากซึ่งเป็นการค้นพบครั้งสำคัญที่สุด

โดยการค้นพบแผ่นดินโบราณนี้ ถูกค้นพบโดยทีมนักวิจัยแอฟริกาใต้ได้ค้นพบชิ้นส่วนซึ่งเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่าเป็นของทวีปโบราณซึ่งสาปสูญไปในมหาสมุทรอินเดีย บริเวณเขตมอริเซียส อยู่ในเขตนอกชายฝั่งเกาะแอฟริกามหาสมุทรอินเดียตะวันตกเฉียงใต้ โดยทางทีมงานได้สัมภาษณ์กับเว็บไซต์ USA Today คาดว่าทวีปแห่งนี้น่าจะจมหายไปราว 84 ล้านปีก่อนจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกโดยเรียกทวีปโบราณนี้ว่า ทวีปมอริเชีย

ทั้งนี้จากการศึกษาด้านประวัติศาสตร์ธรณีวิทยา นำโดยหัวหน้าทีม ลีวิส แอชวาล เปิดเผยว่าชิ้นส่วนของทวีปที่ถูกพบนี้ คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งของมหาทวีปกอนด์วานา ทวีปขนาดใหญ่น่าจะแยกตัวออกจากแผ่นเปลือกยูเรเซีย และแยกเป็นทวีปแอนตาร์กติกา แอฟริกา ออสเตรเลีย และอเมริกาใต้ ในปัจจุบันซึ่งจาการค้นพบนี้เกิดจากการศึกษาหินแร่โบราณในบริเวณเกาะมอริเซียส หลังเกิดการระเบิกของภูเขาไฟใต้น้ำซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้พบแร่เซอร์คอนซึ่งเป็นแร่ที่พบได้ยากมากและจะอยู่บริเวณรอยต่อของเปลือกโลก ซึ่งตรวจสอบแล้วพบว่ามีอายุเก่าแก่เกินกว่าจะอยู่บนเกาะแห่งนี้ได้ โดยเกาะมอริเซียสนั้นมีอายุเพียง 2-3 ล้านปี แต่หินแร่ที่พบมีอายุราว 3,000 ล้านปี ซึ่งสันนิฐานว่าน่าจะเป็นชิ้นส่วนของทวีปโบราณมอริเซีย ซึ่งคาดว่ายังหลงเหลือชิ้นส่วนอีกเป็นจำนวนมากกระจายอยู่ใต้มหาสมุทรอินเดีย

ยุคเริ่มต้นของมนุษย์

ในยุคดึกดำบรรพ์หลังจากที่การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ถึง 2 ครั้ง ต่อมาก็เป็นจุดแรกเริ่มของยุคแห่งสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมและยุคน้ำแข็งซึ่งเป็นยุคที่เริ่มมีวิวัฒนการของมนุษย์ในยุคต้นๆ เรามาชมกันเลยว่าหลังจากยุคไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไปแล้วมียุคใดเกิดขึ้นบ้าง และมนุษย์เริ่มเข้ามาในยุคใด

จากเหตุการณ์สูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของยุคไดโนเสาร์ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงปลายยุค ครีเตเซียส จากการสันนิฐานต่างๆนาๆของนักวิทยาศาสตร์ว่าเกิดจากสาเหตุใด โดยส่วนใหญ่แล้วสันนิฐานว่าเกิดจาก เหตุการณ์อุกกาบาตหรือดาวหางขนาดความกว้าง 10 กิโลเมตรพุ่งชนโลกในบริเวณคาบสมุทรยูคาทันใกล้กับอ่าวเม็กซิโก จากหลักฐานชี้ว่ามีหลุมอุกกาบาตอยู่บริเวณนั้นและมีอายุใกล้เคียงกับช่วงที่เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่นี้

หลังจากยุคไดโนเสาร์นั้นก็จะเป็นยุคที่เรียกว่า เทอเชียรี ในยุคนี้มีการเปลี่ยนแปลงของแผ่นเปลือกอินเดียเคลื่อนตัวเข้าหาแผ่นเปลือกโลกเอเชียทำให้เกิดเทือกเขาหิมาลัยขึ้น ในยุคนี้ถูกแบ่งออกเป็น 2 ช่วงด้วยกัน คือ ช่วงพาลีโอจีน และ นีโอจีน ในช่วงพาลีโอจีนจะประกอบด้วยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลาวาฬ รวมถึง สัตว์กินพืชและกินเนื้อขนาดเล็ก และยุคนีโอจีน เป็นช่วงของสัตว์สองขาจำพวกลิงและสัตว์บรรพบุรุษของสัตว์ยุคปัจจุบันรวมถึงมนุษย์ด้วย

ต่อมาในยุคควอเทอนารี ซึ่งเป็นยุคที่ปกคลุมด้วยน้ำแข็งทางตอนเหนือของอเมริกาและยุโรปมีน้ำแข็งปกคลุมเป็นจำนวนมาก มีสัตว์ต่างๆเกิดขึ้นมากมายโดยเฉพาะสัตว์มีขนจำพวก ช้างแมมมอท เสือเขี้ยวดาบ หมีถ้ำ ในยุคนี้บรรพบุรุษของมนุษย์เกิดที่นี้ราวๆ2 แสนปีที่ผ่านมาและพัฒนาจนเป็นมนุษย์ในปัจจุบัน

โลกในยุคต่างๆ ก่อนจะเป็นยุคของมนุษย์ ตอนที่ 2

ในบทความที่แล้ว เราได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของโลกในช่วงเวลาต่างๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตมากมายบนโลก ซึ่งยังมีอีกหลายยุคที่เราจะได้ศึกษากัน

– ยุคคาร์บอนิเฟอรัส เกิดขึ้นในช่วง 354-295 ล้านปีก่อน ในยุคนี้เป็นยุคที่มีออกซิเจนในอากาศเป็นจำนวนมากและมีการเกิดของป่าดิบชื้นขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยเฟิร์นดึกดำบรรพ์มากมายและต้นสน รวมถึงเป็นยุคที่แพร่หลายของแมลงขนาดใหญ่รวมถึงสัตว์เลื้อยคลานเป็นจำนวนมาก เช่น แมลงปอยักษ์ งู จระเข้

– ยุคเพอร์เมียน เป็นยุคสุดท้ายของยุคพาเลโอโซอิก อยู่ในช่วงระหว่าง 295-248 ล้านปีก่อน ในยุคนี้เป็นยุคมีสัตว์เลื้อยคลาน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม รวมถึงทะเลที่มีแนวปะการังและไบโอซัวร์จำนวนมาก ซึ่งยุคนี้เป็นยุคสุดท้ายก่อนจะเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งทำให้สัตว์ทะเลและสัตว์บกกว่า 90 เปอร์เซ็นต์สูญพันธุ์ไปจากโลก นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่แห่งยุคเพอร์เมียน

– ยุคไทรแอสสิก เป็นช่วงยุคแรกเริ่มของมหายุคเมโสโซอิก เกิดขึ้นราวๆ 248-205 ล้านปีก่อน มีสัตว์พวกใหม่ๆ  สัตว์เลื้อยคลานที่มีลักษณะคล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และพืชที่ยังไม่อดุมสมบูรณ์ เช่น สน และเฟิร์น

– ยุคจูแรสสิก เป็นยุคที่มีสัตว์ขนาดใหญ่หรือไดโนเสาร์เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก ในช่วง 204-144 ล้านปีก่อน ในยุคนี้ประกอบด้วยสัตว์ปีก สัตว์กินเนื้อและกินพืชจำนวนมาก

– ยุคเครเทเชียส เป็นสุดท้ายของยุคแห่งไดโนเสาร์ในช่วง 144-65 ล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นใหม่ ได้แก่ งู นก และพืชมีดอก ไดโนเสาร์วิวัฒนาการให้มีนอ ครีบหลัง และผิวหนังหนาสำหรับป้องกันตัว ยุคนี้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ทำให้สัตว์กว่า 70 เปอร์เซ็นต์สูญพันธุ์ไปจากโลก

 

 

โลกในยุคต่างๆ ก่อนจะเป็นยุคของมนุษย์ ตอนที่ 1

ตั้งแต่ช่วงกำเนิดโลก มีการเปลี่ยนแปลงมากมายเกิดขึ้นอย่างมากซึ่งในช่วงเริ่มต้นตั้งแต่ยุคโลกเป็นดาวเคราะห์ที่มีแต่หินและลาวาจนเย็นตัวลงกำเนิดแม่น้ำและทะเลจนกระทั้งสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นบนโลก ซึ่งโลกยุคต่างๆนั้นมีการเกิดขึ้นมากมายดังนี้

– ยุคพรีแคมเบียน เป็นช่วงที่โลกถือกำเนิดขึ้นในช่วงนั้นโลกยังไม่มีออกซิเจน ในช่วง 545 ล้านปีก่อน ยุคนั้นมีสิ่งมีชีวิตจำพวก แบคทีเรีย แพลงตอน ต่างๆ ซึ่งมีการค้นพบฟอสซิลแบคทีเรียในก้อนหินอายุกว่า 3.8 พันล้านปี

– ยุคแคมเบรียน เกิดขึ้นหลังจากยุค พรีแคมเบียน ในช่วง 545-490 ล้านปีก่อน โดยในยุคนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของแผ่นดินใหญ่ซึ่งเป็นทวีปที่มีขนาดใหญ่เป็นแผ่นเดียวเรียกว่า แพนเจีย แต่ไม่มีสิ่งมีชีวิตบนแผ่นดิน ซึ่งเป็นยุคเริ่มที่มีออกซิเจนในอากาศ สิ่งมีชีวิตจำพวกหอยทากทะเล สาหร่ายทะเล

– ยุคออร์โดวิเชียน เกิดในช่วง 490 – 443 ล้านปีก่อน เกิดมีปะการังใต้น้ำ ปลาหมึก ไบรโอซัวและสัตว์ทะเลแพร่หลายอย่างมาก ซึ่งในช่วงนี้เกิดสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำจำพวกปลามีขา และสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังเป็นครั้งแรก

– ยุคไซลูเรียน เกิดขึ้นในช่วง 443-417 ล้านปีก่อน ในยุคนี้เกิดสิ่งมีชีวิตจำพวกปลาที่มีขากรรไกร และสัตว์ทะเลน้ำลึกซึ่งเกิดจากเคมีที่มาจากภูเขาไฟใต้ทะเลลึก รวมถึงพืชบนบกที่มีการขยายพันธุ์อย่างมาก

– ยุคดีโวเนียน เป็นยุคที่มีปริมาณออกซิเจนเป็นจำนวนมาก ในยุคนี้มีการกำเนิดสัตว์จำพวก ปลามีเหงือก ปลามีกระดอง และปลาฉลามดึกดำบรรพ์ ส่วนบนบกเริ่มมีการเกิดแมลงต่างๆรวมถึงพืชดึกดำบรรพ์มากมาย ในช่วง 417-354 ล้านปีก่อน ในยุคนี้มีการค้นพบฟอสซิลสัตว์ทะเลจำนวนมากในแถบ อเมริกาเหนือ กรีนแลนด์และยุโรป

ส่องโลกยุคแรกเริ่มจุดเริ่มต้นของสิ่งมีชีวิต

โลกถือกำเนิดมานานกว่า 4,500 ล้านปีแล้ว โดยเกิดขึ้นพร้อมกันในช่วงกำเนิดดวงดาวต่างๆ ซึ่งโลกในยุคแรกเริ่มนั้นยังมีลักษณะเป็นดาวที่มีแต่ก๊าซและการระเบิดของภูเขาไฟมากมาย ต่อมาโลกเริ่มเย็นตัวลงและเริ่มเกิดฝนตกลงมาครั้งใหญ่ ซึ่งฝนตกนี้ทำให้เกิดแม่น้ำและมหาสมุทรต่างๆในปัจจุบัน ต่อมาเริ่มมีการเกิดสิ่งมีชีวิตเล็กๆ โดยสิ่งมีชีวิตนั้นยังไม่สามารถหาคำตอบได้แน่ชัดว่า สิ่งมีชีวิตนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ซึ่งสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กพวกนี้เกิดขึ้นในทะเล

โดยยุคแรกนั้น แผ่นดินนั้นยังเกิดขึ้นน้อยและมีทะเลกว้างใหญ่มากจากการค้นพบว่าช่วง 545 ล้านปีที่ผ่านมานี้โลกเริ่มมีสิ่งมีชีวิตจำพวก แพลงตอน และแบคทีเรีย ซึ่งบนแผ่นดินนั้นยังไม่มีสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นเนื่องจากบรรยากาศยังเป็นสภาพที่ไม่มีออกซิเจนและยังเป็นพิษอยู่ ต่อมาพวกสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลเหล่านี้มีการคายออกซิเจนออกมาและเกิดพืชต่างๆเกิดขึ้นบนแผ่นดิน ในยุคนั้นเรียกว่า พรีแคมเบียน ในยุคนี้มีการค้นพบหินตะกอนซึ่งเป็นฟอสซิลของแบคทีเรียโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่า 3,800 ล้านปี ซึ่งเป็นฟอสซิลที่ดึกดำบรรพ์ที่สุดในโลกในการค้นพบนี้ โดยการค้นพบนี้คาดว่าออกซิเจนอาจเกิดขึ้นจากเหล่าแบคทีเรียเหล่านี้ และถือกำเนิดพืชชั้นต่ำต่างๆบนแผ่นดิน

ต่อมาโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ซึ่งถือกำเนิดแผ่นดินขนาดใหญ่ขึ้นแผ่นดินนี้เรียกว่า แพนเจีย เป็นทวีปเดียวที่กว้างใหญ่มากและก็ยังไม่มีสิ่งชีวิตบนพื้นดิน จากแบคทีเรียวิวัฒนาการมาเป็นสิ่งมีชีวิตจำพวก สัตว์มีกระดอง หอย ฟองน้ำทะเล ที่อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และมีการเกิดพืชจำพวกสาหร่ายทะเล สาหร่ายสีเขียว เป็นต้น ในขณะที่บนแผ่นดินยังว่างเปล่าไม่มีสิ่งมีชีวิต